บันทึกส่วนตัว...EP.1-6 (สิเว่านิทานสู่ฟัง ฟังเด้อ) มันเป็นความบังเอินร์หรือไม่...มาฟังดูครับผม ขอโอกาสครับผม... EP.1 โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและรับฟัง สาธุ -เหตุการณ์นี้...เกิดขึ้นจริง (ผู้เขียนเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์... เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณปี 2563 ผมได้รู้จักพระองค์หนึ่งอยู่แถวบ้านแฟนเนื่องจากช่วงนี้ที่บ้านแฟนมีการทำบุญอยู่บ่อยครั้ง ผมได้มีโอกาสได้ไปรับไปส่งพระองค์นี้อยู่บ่อยครั้งที่มีงานบุญที่บ้าน ดูจากรูปลักษณ์ท่านน่าจะอายุยังไม่มาก มาทราบทีหลังว่าท่านอายุ 51 ปี 31 พรรษา ถือว่าเป็นพระที่มีอายุพรรษายาวนานพอสมควร(แสดงว่าท่านน่าจะบวชมาตั้งแต่เป็นเณร)
ผมมีโอกาสได้สนทนากับท่านไม่มากนักเพราะท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยพูด เงียบ สมถะ ประมาณนั้น และประมาณ ปลายปี 2563 ผมทราบข่าวจากชาวบ้านว่าหลวงพ่อท่านอยากจะสร้างเจดีย์บูรพาจารย์เพื่อเป็นที่ระลึกถึงบูรพาจารย์ทั่วโลก และช่าวนั้นผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมทำบุญที่วัดแห่งนี้ด้วย โดยวันนั้นผมจำได้ว่ามีพระผู้เม่ารูปหนึ่งเดินทางมาสวดพระปาฏิโมกข์ ที่วัดแห่งนี้ด้วย และมาทราบภายหลังว่าพระผู้เฒ่าท่านนี้คือ หลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท(เกจิชื่อดังในปัจจุบัน) โดยช่วงนี้ผมไม่เคยรู้จักพระผู้เฒ่าท่านนี้เลย ครูบาอาจารย์ในขณะนั้นผมมีหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล เจ้าอาวาสวัดวิมลนิวาสร้อยเอ็ดเป็นครูบาอาจารย์องค์แรก ตั้งแต่ปี 2550 ต้นๆถึงปัจจุบัน ย้อนกลับไปที่วัดแห่งหนึ่งที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น
วันนั้นผมจำได้ว่ามีพี่น้องประชาชนชาวบ้านละแวกวัดและต่างหมู่บ้านเดินทางมาที่วัดแห่งนี้มากพอสมควร และมาทราบทีหลังว่า หลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท (พระผู้เฒ่า)ที่ผมกล่าวถึง ท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เลยรู้จักคนในพื้นที่วัดนี้เป็นอย่างดี วันนั้นผมจำได้อีกว่ามีการกดพิมพ์พระเครื่องโดยหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท โดยใช้บล๊อก/พิมพ์หินอ่อนที่หลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทแกะไว้ที่วัดแห่งนี้ วันนั้นกดพิมพ์พระด้วยบล๊อกหินอ่อนของหลวงปู่ จำนวน 2 พิมพ์ คือพิมพ์ปฐมเทศนา หลวงปู่ท่านกดไว้ 10 องค์ และพิมพ์นางกวัก หลวงปู่ท่านกดไว้ 19 องค์ ช่างที่สนองงานในขณะนั้นคือข่างจ่า ธนกร จันทะโยธา ซึ่งปัจจุบันเป็นช่างพระผงชื่อดังที่มีการจ้างงานข้ามปี
ตัดมา...หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาผมก็ได้มีโอกาสได้เข้าไปกราบหลวงพ่อท่านนี้อยู่เรื่อยๆ และวันนั้นได้มีการพุดถึงเรื่องราวต่างๆมากมายรวมถึงเรื่องการพัฒนาวัดวาอาราม การสร้างเจดีย์บูรพาจารย์ฯ วันนั้นผมได้กราบเรียนถามหลวงพ่อท่านนี้ว่า หลวงพ่อครับผม หลวงพ่อจะสร้างเจดีย์ซึ่งเป็นงานใหญ่ผมถามตรงๆว่าหลวงพ่อมีเงินไหมครับผม เพราะว่าการสร้างเจดีย์ต้องใช้เงินจำนวนมากและต้องอาศัยศรัทธาสายบุญต่างๆรวมกันและร่วมกันสร้าง บางวัดก็ใช้เวลาอย่างน้อย3-5 ปี บางวัดก็สร้างไม่เสร็จเพราะไม่มีปัจจัยในการสร้าง(ทุนไม่พอ)หลายวัดก็หยุดไปเฉยๆ (ตอนนั้นถือว่าผมเสียมารยาทอย่างยิ่งที่ถามแบบนั้นออกไป) หลวงพ่อท่านมองหน้าผมแล้วท่านก็บอกว่า ไม่มีสักบาท ผมก็เลยพูดสวนกลับไปว่าแล้วสิสร้างเจดีย์ได้ยังไงครับผมเงินไม่มี หลวงพ่อพูดเป็นสั้นๆว่าเดี๋ยวก็มีมาปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พะนะ แล้วผมก็คิดได้ว่า การที่วัดจะสร้างอะไรสักอย่างให้สำเร็จได้ต้องอาศัยพลังของผู้มีบุญ และความพร้อมเพียงของลูกศิษย์ลูกหา เห็นจากหลายๆวัดที่กำลังพัฒนาและพัฒนาอยู่ในขณะนั้น
ผมจึงได้สอบถามหลวงพ่อท่านออกไปหลวงพ่อรู้สักหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท พระเกจิชื่อดังที่มาวัดมื้อนั่นบ่อครับผม หลวงพ่อก็ตอบผมกลับมาทันทีว่า รู้จักสมัยนั้นท่านเคยจำพรนรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ผมก็เลยพูดต่ออีกว่าให้หลวงปู่ท่านเมตตาช่วยสร้างเจดีย์จะดีไหมครับผม หรือไปเรียนปรึกษาหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทว่าวัดอยากจะสร้างเจดีย์บูรพาจารย์ อย่างน้อยหลวงปู่ท่านก็เคยอยู่ที่วัดแห่งนี้ท่านน่าจะมีข้อคิดดีให้คำปรึกษาหรือแนะนำ หลวงพ่อท่านก็พยักหน้า อือ อือ อือ แล้วเรื่องนี้ก็จบไป วันนั้นผมนั่งคุยกับหลวงพ่อองค์นี้ถึงประมาณ 4 ทุ่ม และเข้าไปกราบท่านและสนทนากับท่าน 4-5 ทุ่ม ติดต่อกัน 3 วัน (ไม่รู้คุยเรื่องอะไรแต่รู้สึกว่าได้สนทนาพูดคุยกับท่านสนุกดี) ท่านก็พูดเรื่องๆสมัยอดีตและปัจจุบันให้ผมฟังผมก็นั่งฟังและสนทนากับท่านผมรู้ได้ว่าพระรูปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน(ในความรู้สึกนะ) เห็นจากท่านเป็นคนพูดน้อย สำรวม สมถะ และวันหนึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปกราบท่านและได้บังเอินร์ได้เห็นภาพ 4 ภาพที่ติดไว้ในกุฎิของท่าน เลยเสียมารยาทเรียนสอบถามท่านท่านก็ได้เมตตาเล่าให้ฟัง
สรุปเพียงสั้นๆว่า สมัยท่านเป็นพระใหม่(พระหนุ่ม) ท่านได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีที่ไปที่มา(ผมขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับผม เดี๋ยวยาว) และวันนี้ก็เป็นประฐมบทเรื่องราวเรื่องแรกที่เกิดขึ้นจริงกับผมจะได้เล่าให้ทุกท่านได้ฟังต่อไป วันนั้นหลวงพ่อองค์นี้ที่ผมพูดถึงท่านได้พูดให้ผมฟังว่า วัดจะมีกิจกรรมพาชาวบ้านก่อเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้กับพระพุทธเจ้า(ตามความเชื่อ) จำนวนเจดีย์ทรายที่อยากจะพาชาวบ้านร่วมกันก่อในครั้งนี้84,000 องค์/กอง ซึ่งผมก็เสียมารยาทอีกครั้งถามหลวงพ่อกลับไปอีกว่า ทรายที่จะนำมาใช้ก่อเจดีย์ทรายในงานที่หลวงพ่อว่านี้หลวงพ่อจะเอามาจากไหน หรือหลวงพ่อมีหรือยัง...หลวงพ่อท่านก็ได้เมตตาตอบกลับมาทันทีเหมือนกันว่า ไม่มี ไม่รู้จะเอามาจากไหน มันจะมาเองตามธรรมชาติมั้ง... และท่านก็ได้เล่าถึงนิมิตร(ความฝัน)ให้ผมฟังว่า หลวงพ่อฝันเห็นทรายจำนวนมากไหลมาจากน้ำมากองอยู่ฝั่งชี ไม่รู้ทำไมฝันแบบนี้ ผมก็เลยรับฟัง(แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพราะว่ามันเป็นเพียงความฝัน) จากนั้นผมก็ได้กราบลาท่านกลับบ้าน และก็ไม่ได้เข้าไปกราบ หรือสนทนากับท่านอีกเลย จน 2 อาทิตย์ผ่านไป
หลวงพ่อท่านนี้แหละท่านได้โทรมาหาผมแล้วก็ชวนผมว่า โยมหอยไปเอาทรายกับหลวงพ่อไหม ผมก็ลืมไปแล้วว่าทรายอะไร ยังไง ก็เลยตอบท่านกลับไปว่า ไปครับผม ไปที่ไหนครับหลวงพ่อผมถามท่านด้วยความงงๆ ท่านก็เลยบอกพิกัดมาว่า อยู่แถมๆฝั่งชีนะตามมาตอนนี้หลวงพ่อถึงแล้ว ผมก็เลยตามไปแบบงงๆ พอไปถึงผมเห็นรถขยายเสียงของลูกศิษย์วัดที่ติดตามท่านมาและชาวบ้านประมาณ 30-50 คน กำลังล้อมวงทำพิธีอะไรสักอย่างอยู่โดยมีหลวงพ่อท่านเป็นคนพาชาวบ้านทำพิธี(มาทราบทีหลังว่าทำพิธีขอหรือบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวบ้าน) จากนั้นหลวงพ่อก็ได้พาชาวบ้านเดินลงไปยังฝั่งชีเพื่อไปทำพิธีขอ/บอกกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักษ์รักษาทราย/แม่น้ำชีแห่งนี้(ตามความเชื่อของชาวบ้าน) พิธีกรรมก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ปล...เรื่องที่ 1 ที่เกิดขึ้นถ้าทุกท่านสังเกตุและฟังเรื่องราวมาตั้งแต่ต้นก็จะตั้งคำถามหรือสงสัยเหมือนกันกับผมว่า ที่หลวงพ่อเล่าถึงนิมิตรครั้งนั้นเรื่องทรายที่จะมาใช้ในงานก่อเจดีย์ทรายของทางวัดเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นแล้ววันนี้หลวงพ่อโทรชวนผม ผมก็มาดูแบบงงๆ หลวงพ่อพาชาวบ้านมาทำพิธีเอาทราบกลับวัดไปใช้ในงานก่อเจดีย์ทราบ 84,000 กอง/องค์ก็เกิดขึ้นจริงตามนิมิตรของท่านหรือเปล่าหรือจะเป็นเพราะความบังเอินร์หรือไม่ มาฟังเรื่องที่ 2 ต่อครับผม
เรื่องที่ 2 ต่อเนื่องเลยครับผม ภายหลังจากการทำพิธีขอทราย บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จ ก็มีการก่อเจดีย์ทรายกองเล้กกองน้อยมากมายตลอดฝั่งแม่น้ำชี ประมาณกว่า 101 กอง เสร็จกิจกรรมชาวบ้านต่างทะยอดเดินทางกลับบ้านแต่ผมยังอยู่กับหลวงพ่อ อยู่ๆมีคู่สามีภรรยาและลูกสาวเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วเล่าให้หลวงพ่อฟังทั้งน้ำตาว่า หลวงพ่อครับ หลวงพ่อค่ะ กุนแจรถยนต์ผมหายครับผมเมื้อกี่ก็ยังเห็นอยู่เลยพอก่อเจดีย์ทรายเสร็จมาหาล้วงหาในกระเป๋ากางเกงจะพาลูกพาเมียกลับบ้านหายังไงก็ไม่เจอครับผม หาที่กองทรายที่พาลูกพาเมียก่อนข้างแม่น้ำชีหลายรอบแล้วก็ไม่เจอขอรับหลวงพ่อ พอหลวงพ่อท่านได้ฟังคำพูดของ2ผัวเมียหลวงพ่อท่านก็นิ่งพักหนึ่ง(ผมอยู่ในเหตุการณ์) ท่านหลับตาแล้วท่านก็ลืมตาแล้วท่านก็พูดกลับไปว่า ลองไปหาใหม่ตรงที่โยมก่อเจดีย์ทรายนั่นแหละหาดูดีๆ จากนั้นโยมทั้ง2ผัวเมียและลูกสาวก็เดินกลับไปหาพวงกุนแจรถยนต์ที่ทำหายนะจุดเดิม(ซึ่งเป็นจุดที่หาแล้วและหานานมากแต่ก็ไม่เจอจนได้เดินมาหารหลวงพ่อเล่าให้ท่านฟังนั่นแหละ) พอเดินกลับไปที่กองทรายสักพักไม่นาน 2ผัวเมียและลูกสาวก็เดินกลับมาด้วยท่าทางที่ดีใจสุดขีด บอกกลับหลวงพ่อว่าเห็นแล้ว พบแล้วมันวางอยู่ที่กองทรายที่พวกผม พวกหนูหาอยู่นั่นแหละแต่ก็งงเหมือนกันหาอยู่เป็นชั่วโมงไม่เจอ แต่พอเดินกลับไปหาจุดเดิมตามที่หลวงพ่อบอกกลับเจอดื้อๆ จากนั้นพ่อ-แม่-ลูกก็ได้กราบลาหลวงพ่อกลับบ้านในที่สุด... หลายท่านถ้าได้อ่านเรื่องราวตั้งแต่ต้นก็จะทราบว่าเรื่องบังเอินร์เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว 1. ทรายมาจากไหน ! 2.เห็นกุนแจได้อย่างไร !! และก็มาต่อเรื่องที่ 3 เลย ครับผม
เรื่องที่3 ผมจะขออนุญาตพูดข้ามเรื่องราวต่างๆไม่ว่า หลวงพ่อท่านไปปรึกษากับหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท แล้วหลวงปู่ท่านบอกว่าอย่างไรเรื่องสร้างเจดีย์บูรพาจารย์(จนนำมาซึ่งหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทท่านมีชื่อเป็นประธานในการจัดสร้างฯ)ผมจะไม่พูดถึงในวาระนี้ แล้วจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้มีการสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทตามวาระที่ท่านเมตตาอนุญาตให้ดำเนินการกี่รุ่นแล้วที่วัดนี้ผมก็จะไม่พูดถึงมันยาวมาก ผมจะพูดเหตุการณ์ครั้งที่ 3 เลยนะครับผม เรื่องที่3 ที่เกิดขึ้นกับผมและลูกศิษย์หลายท่านอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เรื่องมีอยู่ว่า ประมาณ ปี 2564 วันนั้นหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท ท่านเดินทางมาเป็นประธานการพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลายรุ่นที่วัดแห่งนี้สร้าง(และเป็นวัตถุมงคลที่หลวงปู่ท่านอนุญาตให้จัดสร้างในวาระสร้างเจดีย์บูรพาจารย์ฯ)และวัตถุมงคลแต่ละวาระแต่ละอย่างล้วนเกี่ยวกับหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทที่วัดแห่งนี้ทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องราวและตำนานที่เกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้สมัยหลวงปู่ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่เอาพอคร่าวๆเท่านี้นะครับผม เดี๋ยวยาว... หลังจากพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลวาระนี้เสร็จสิ้น หลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทท่านได้เดินออกมาพร้อมกับหลวงพ่อองค์ที่ผมกำลังพูดถึงท่าน และผมก็เดินตามออกมาด้วยได้ยินทุกคำพูดที่หลวงปู่ท่านพูดออกมาและการสนทนากับญาติโยมที่มารอต้อนรับ หลวงปู่มหาศิลาสิริจันโท ท่านพูดว่า "ข่อยสิไปก่อนเด้อบาดนิ เผิ่นสิมาแล้ว"...
ทุกคนอยู่ในเหตุการณ์ล้วนงงและไม่ได้สนใจคำพูดของท่านนักต่างคิดไปในแนวทางและเสียงเดียวกันว่า พิธีเสร็จแล้วใครจะมาอีก(ไผสิมาอีก) หลังจากหลวงปู่มหาศิลาสิริจันโทท่านก้าวขึ้นรถและรถก็ได้วิ่งออกไปยังไม่ถึงหน้าวัดดี อยู่ๆก็เกิดฟ้าร้อง ลมพัดแรง เมฆเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าบริเวณพิธี(ภายในวัด)ทันที ช่วงนั้นก็ชลมุนชาวบ้านต่างพากันรีบเดินทางกลับบ้านใครบ้านมัน คงเหลืออยู่กับหลวงพ่อองค์ดังกล่าวที่ผมพูดถึงประมาณ 7-8 คน (ที่อยู่กับหลวงพ่อยังไม่กลับบ้านเพราะฝนเริ่มตกแรงฟ้าผ่า ฟ้าร้อง ลม แรงมาพร้อมกันดดยไม่ได้นัดหมาย) ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เป็น 1ใน8 คนที่อยู่กับหลวงพ่อวันนั้น วันนั้นผมจำได้ว่า ฝนตกแรงมาก ฟ้าร้องฟ้าผ่าทั่วบริเวณวัด ลมแรง ฟ้าผ่าไม่ได้ผ่าไกลจากที่พวกผมนั่งอยู่ในพิธีเหมือนว่าฟ้าที่ผ่าลงมามันผ่าข้างๆพวกผมนี่เองสัมผัสได้(น่ากลัวมา) พอฟ้าร้อง ฟ้าผ่าถี่และแรงขึ้นเรื่อยๆลมก็กรรโชกแรงมาเป็นช่วงๆ อยู่ๆหลวงพ่อที่มีท่าทีนิ่ง สงบ อยู่ๆท่านก็ลุกขึ้นจากอาสนะ(ที่นั่ง)พร้อมกับเดินไปอุ้มเอาบาตรพระ1ใบ แล้วเดินออกไปข้างนอกพิธีเพื่อจะเอาบาตรพระดังกล่าวไปรองน้ำฝน(ผมมาทราบทีหลังว่าท่านเอาไปรองน้ำมนต์ที่เทวดาปะพรมลงมาช่วงฝนตกนั่นเอง)เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น...จังหวะที่ท่านเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับบาตรน้ำมนต์หรือบาตรพระท่านก็ได้บอกให้ลูกศิษย์จุดทูปมา 39 ดอก ท่านเดินกลับเข้ามาท่านก็ใช้มือของท่านกำเอาธูป 39 ดอกที่ลูกศิษย์ได้จุดให้ตามคำสั่ง แล้วท่านก็หันหน้าไปทางทิศตะวันตก(เบื้องหน้าพระสังกัจจายน์)ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของวัดแห่งนี้ที่มีคนแวะเวียนเข้ามากราบไหว้ขอพรอยู่เป็นประจำ
ผมเห็นทุกอย่างที่ท่านทำ เพราะท่านกับผมอยู่ห่างกันไม่ถึง 3 เมตร มือหนึ่งท่านกำธูป มือหนึ่งท่านพนม แล้วท่านก็สวดออกมาเป็นภาษาบาลีในช่วงแรก และช่วงต่อมาผมไม่รู้เลยว่าท่านสวดภาษาอะไรฟังไม่ออก แปลไม่ได้ แต่เสียงสวดของท่านดังกว่าเสียงฟ้า เสียงฝน มือข้างซ้ายท่านกำธูปไว้แน่ มือข้างขวาท่านยกขึ้นเหนือศรีษะของท่านแล้วก็วนมือเป็นวงกลมจากขวาไปซ้าย สักพักท่านก็วาดมือลงมาข้างหน้าของท่าน จังหวะนั่นเองหลังจากท่านวาดมือลงด้านหน้าลักษณะฟันมือลง ฟ้าก็ผ่าลงมาทันทีเสียงกึกก้องกัมปนาท(แรงมาก) แล้วตรงที่ฟ้าผ่าลงมาก็อยู่ด้านหน้าผมพอดีห่างออกไปประมาณ 50 เมตร เห็นทุกอย่าง ลูกไฟก้อนกลมๆเท่ากับวงล้อรถยนต์ได้พุ่งตรงลงต้นไม้ใหญ่มันทีและใต้ต้นไม้ใหญ่ก็มีลูกศิษย์หลวงพ่ออยู่ในกระท่อมใต้ตนไม้ด้วย(แต่ว่าลูกศิษย์ท่านนั้นไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าเลยและก็ปลอดภัยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น)งงๆไปตามๆกันจังหวะนั้น ทั้ง สามเณร หมาวัด ก็วิ่งเอาตัวรอดเข้าไปอยู่ใต้เตียงภายในพิธี ผมก็กลัวมาก ตกใจทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ท่านวาดมือไปด้านขาว ฟ้าก็ผ่าลงด้านขวา ท่านวาดมือไปด้านซ้ายฟ้าก็ผ่าลงด้านซ้าย ท่านวาดมือไปด้านหลังฟ้าก็ผ่าลงด้านหลัง หลังจากนั้นท่านสวดเสร็จทั้ง ฝน ฟ้า ลม รวมถึงเมฆที่ปกคลุมบริเวณวัดทั้งหมดก็ค่อยๆจางลงและหายไปในที่สุด แดดเริ่มออกกลับสู่สภาวะปกติแบบงงๆเหมือนเดิม จากนั้นหลวงพ่อท่านก็เดินกลับมานั่งที่เดิมของท่าน และผมก็ตั้งสติและข่มใจแล้วคลานเข้าไปหาท่านพร้อมพนมมือขึ้นแล้วถามท่านว่า ...หลวงพ่อครับผมเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นครับผม...หลวงพ่อท่านยิ้มให้ผมแล้วท่านก็ตอบกลับมาว่า ...มันเป็นเรื่องธรรมชาติโยม...แค่นั้น
จากนั้นผมก็ไม่ได้ถามอะไรท่านต่อ ก่อนที่จะช่วยกันกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านเก็บของบริเวณพิธีให้เข้าที่แล้วขออนุญาตถ่ายภาพกับท่านไว้เป็นที่ระลึก(เป็นครั้งแรกที่ผมถ่ายรูปกับท่านและท่านเมตตาให้ถ่ายรูป) สักพักผมก็ได้กราบลาท่านกลับบ้านเพราะมันก็จะเย็นแล้ว ด้วยความตกใจและตื่นเต้นเพราะได้เห็นเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตาตัวเองและยังอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆด้วยตัวเอง กลับถึงบ้านผมจำได้ติดตาเลย แม่ยาย เมีย และญาตผู้ใหญ่กำลังทานข้าวเย็นอยู่หลังบ้านพอดี ผมเลยเล่าเรื่องราวให้ทุกคนที่กำลังทานข้าวฟังด้วยความตื่นเต้น แต่สิ่งที่ญาตผู้ใหญ่ แม่ยาย ตอบกลับผมมาทันทีเหมือนกัน ทุกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกัน(เหมือนร้องสรภัญญะ.หรือพระสวดมนต์ ว่า โตพึ่งรู้บ้อ หรือคุณพึ่งรู้หราว่าหลวงพ่อท่านมีสิ่งที่เหนือธรรมชาตอยู่กับตัวท่าน หเมือนอาจารย์ของท่าน ท่านเก่งแต่ท่านไม่คุย ไม่อวด ท่านสอนญาตโยมเสมอว่า ทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ และตามมีตามเกิด สาธุ
จบเรื่องที่3 ลงพอดีใกล้เที่ยงแล้วผม ขออนุญาตไปทานข้าวก่อนนะครับผม ช่วงบ่ายถ้าไม่มีงานเดี๋ยวมาเล่าเรื่องที่ 4 และ 5 ต่อครับผม ปล...ถ้าท่านอ่าน/ฟังเรื่องราวที่ผมพูด/เขียนอย่างต่อเนื่องท่านก็จะทราบว่าความบังเอินร์ของพระรูปนี้มี 3 เรื่องแล้ว 1. ทรายมาจากไหน ! 2. 2ผัวเมียเห็นกุนแจรถได้อย่างไร !! และ 3. ฟ้าผ่า 4 ทิศ ในพิธีวันนั้นเกิดอะไรขึ้น !!! มันจะบังเอินร์ได้ถึง 3 ครั้ง เชียวหรือให้ทุกท่านคิด วิเคราะห์และแยกแยะเอาเอง ช่วงบ่าย มาฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองอีก 2 ครั้ง คือครั้งที่ 4 และ 5 เผยหัวข้อให้ฟังนิดหนึ่งก็ได้ครับผมเผื่อหลายท่านอยากจะติดตาม เรื่องที่ 4 เกิดอุบัติเหตุกับครอบครัวผม รถชนหมู่ 3 คันรวด เมีย แม่ยาย ลูก 2 คน รอดมาได้อย่างไร และก่อนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ครั้งนี้หลวงพ่อท่านเมตตาบอกกับผมอย่างไร ติดตาม และเรื่องที่ 5 ผมรอดตายอย่างหวุดหวิดเพราะคำเตือนของหลวงพ่อแท้ๆ ท่านเตือนผมว่าอย่างไร มาฟังกันต้อในช่วงบ่ายนะครับผม มันจะบังเอินร์กับตัวผมและครอบครัวผม ถึง 5 ครั้งเชียวหรือ ย้ำเป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมอยู่ในเหตุการณ์ทั้งสิ้น...หิวข้าวแล้วกินข้าวก่อนนะครับผม สาธุ...
ตอนที่4 เรื่องที่4 ประมาณ กลาง ปี 2565 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปกราบสมัสการหลวงพ่อองค์ที่ผมพูดถึงอีกครั้ง และได้สนทนากับท่านหลายประเด็น ท่านพาไปให้อาหารปลาที่ด้านหลังวัด เพราะท่านเป็นผู้ที่มีเมตตาสูงมากต่อสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายสังเกตุได้กับการปฎิบัติตัวของท่านท่านยังคงเสมอต้นเสมอปลายกับลูกศิษย์ลูกหากับญาติโยมเสมอ หลังจากพูดคุยกับท่านเสร็จ ผมก็ได้กราบลาท่านเพื่อเดินทางกลับบ้าน วันนั้นผมขี่มอเตอร์ไซด์ไปคนเดียว ก่อนกลับท่านได้พูดกับผมว่า การไปการมาระมัดระวังเด้อระวังอุบัติเหตุ ผมก็ขานรับความหวังดีและความเมตตาจากท่านอย่างนอบน้อมและขับรถออกจากวัดไม่นาน พอเลี้ยวรถเข้าถนนเส้นหลักขับต่อมาสักพัก ออเกิบลืมบอกในห้วงนั้นมีโรคระบาดหนัก(โรคโควิด-19)กำลังแรงผมจะสวมแมสตลอดเวลา ขณะที่ขับรถก็เหมือนกันยังคงสวมแมสตลอด พอขับรถมาสักพักเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก้เกิดขึ้น มีรถพ่วง 18 ล้อขับตามหลังมาและผ่านตัวผมอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้น แมสที่ผมสวมใส่อยู่ที่จมูกได้ขยับขึ้นมาปิดที่ตาทั้ง 2 ข้างทันทีและเร็วมากและรถพ่วง 18 ล้อก็ได้พัดเอาลมดูดตัวผมจะเข้าไปใต้ท้องรถอยู่แล้ว อยู่ๆผมก็ตั้งสติและนึกถึงหลวงพ่อที่พึ่งเตือนผมมาหมาดๆใหม่ๆและอุ่นๆเมื่อกี่ ผมก็รีบปล่อยมืออีกข้างมากระชากแมสที่ปิดตาผมทั้ง2ข้างทันทีก่อนที่จะเข้าไปในท้องรถ 18 ล้อ ผมชลอและจอกรถพักแป๊บหนึ่งใจหายไปอยู่ตาตุ่ม คิดว่าตายแน่ๆ แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด เส้นยาแดงผ่าแปด เรื่องนี้อาจจะบังเอินร์อีกก็เป็นได้
ท่านไม่เคยพุดเตือนผมสักที 2 ปี ที่ผ่านมา มาวันนี้ท่านเตือนผม คงจะบังเอินร์อีเป็นแน่แท้ 555 จะบังเอินร์หรือไม่ผมไม่รู้แต่ที่รู้เยี่ยวผมแทบแตก น้ำตาเล็ดออกจากเบ้าตา พูดถึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาใจหายแว๊บ....
ถ้าทุกท่านติดตามอ่านเรื่องราวที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้นท่านก็จะทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 4 ที่ผมเล่าจากประสบการณ์จริงให้ทุกท่านได้รับฟัง เรื่องที่ 1. ทรายมาจากไหน เรื่องที่2. กุนแจเห็นได้อย่างไร เรื่องที่ 3. ฟ้าผ่า 4 ทิศ เกิดขึ้นจริงหรือ เกิดได้อย่างไร 4. คำเตือนหลวงพ่อ...
เรื่องที่ 5 เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2565 เกิดกับครอบครัวผม วันนั้นผมจำได้ว่าผมช่วยงานหลวงพ่ออยู่ที่วัด แม่ยาย เมีย ลูก 2คน เดินทางเข้ามาทำธุระในตัวเมือง วันนั้นผมกราบลาหลวงพ่อเมื่อภาระกิจแล้วเสร็จวันนั้นมีการเตรียมงานจะจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศลฯที่วัดแห่งนี้ กราบลาหลวงพ่อเสร็จ เสียงโทรศัพย์จากเมียดังขึ้นถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับว่า เมียถามผมว่าอยู่ที่ไหน กลับบ้านหรือยัง ประมาณนี้ พอผมบอกว่ากำลับจะกลับบ้านเมียก็บอกผมว่ากำลังกลับเหมือนกันแล้ววางสาย พอผมขับรถกลับบ้านยังไม่ถึงบ้านหลังวาสายประมาณ 10 นาที เมียก็โทรกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดี เสียงสั่น มีร้องไห้ด้วย ผมตั้งใจฟังและจับใจความได้ว่ารถถูกชนรีบมาดูลูกหน่อย แล้วผมก็ถามกลับไปว่ามีคนเป็นอะไรไหม ลูกเป็นยังไง ตัวเองเจ็บไหม แล้วสายก็ตัดไป ผมก็รีบบึ่งรถไปยังจุดเกิดเหตุทันที่พอถึงที่เกิดเหตุภาพที่ผมเห็นคือรถ 3 คันหันหน้าประสานงากันอย่างจัง รถเสียหายหนักมาก (คู่กรณีถึงกับได้ขายซากรถเลยทีเดียวไม่สวามารถซ่อมได้)
พอเห็นสภาพรถผมก็มองหาลูกๆ เมีย แม่ยายผมทันที น้ำตาผมแทบไหลเมื่อเห็นลูกชายคนเล็ก ลูกชายคนโต เมีย และแม่ยาย อยู่ข้างถนนครบทุกคน ทุกคนบาดเจ็บเล็กน้อย ลูกชายคนเล็กตกใจร้องให้ไม่หยุด(แก้มเป็นรอยช้ำนิดหนึ่งจากการที่ถุงลมนิรภัยทำงานทั้ง 2ใบ ) ทุกคนปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุกู้ภัยได้นำแม่ยายผม ลูกชายคนโตไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล ผม เมีย ลูกชายคนเล็กก็ตามไปดูที่โรงพยาบาลทันที ทุกคนเช็คอาการเบื้องต้นปลอดภัยดีทุกคน มีแม่ยายที่ต้องนอนดูอาการแต่ก็ปลอดภัยดี ถึงโรงพยาบาลผมก็ได้โทรเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับหลวงพ่อท่านฟัง แต่ผมยังไม่ทันได้เล่าเรื่องราวจบ หลวงพ่อท่านก็พูดสวนผมขึ้นมาว่า ไม่เป็นไร สะบายมาก...
ทั้งที่ผมยังไม่ได้พูดหรือเล่าให้ท่านฟังเลยว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า ผมก็งงนิดๆแล้วก็วางสายจากท่าน หลังจากเหตุการณ์วันนั้นไม่นานประมาณ 2 วัน ผมก็มาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
หรือมันจะเป็นความบังเอินร์อีกครั้ง ที่เมื่อ2-3เดือนที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุ หลวงพ่อท่านเมตตาให้ผมเขียนชื่อ นามสกุล คนในครอบครัวทั้งหมดให้ท่าน มันคงจะเป็นความบังเอินร์อีกแล้วผมว่านะ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับตัวผมเองเลย ย้ำ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการฟัง/อ่าน
และเรื่องที่ 6 เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2566 เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร ว่า คุณหอยอยู่กับครูบาอาจารย์หลายท่านมีองค์ไหนเก่งๆพอที่จะช่วยผมและภรรยาไหม ผมก็เลยตอบกลับไปว่า ผมไม่รู้นะว่าท่านจะเก่งหรือไม่เก่ง ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ไหมครับผม(ผมตอบกลับไป) ปลายสายก็ได้เล่าถึงความทุกข์ร้อน/เดือดร้อนให้ผมฟังว่าภรรยาของตนทนทุกทรมารเพราะโดนคนทำของใส่(ของเขมร)มากว่า 30 ปี แล้ว ไปแก้ที่ไหนก็ไม่หายอยากจะขอความช่วยเหลือ ลองสอบถามหลวงพ่อหรืออาจารย์ที่เก่งๆให้หน่อย ผมก็เลยบอกกลับไปว่าได้ๆครับผม แต่ผมไม่รู้นะว่าท่านจะช่วยได้ไหม อย่างไร เดี๋ยวผมลองถามท่านดู
ผมก็เลยยกหูโทรศัพท์หาหลวงพ่อหรือพระองค์ที่ผมพูดถึงอยู่ตอนนี้ หลวงพ่อครับผมมีคนเดือดร้อนอยากจะให่หลวงพ่อช่วยเหลือหลวงพ่อจะพอเมตตาช่วยเหลือเขาหน่อยได้ไหมครับผม เขาโดนของเขมรมา ทนทุกข์ทรมารมากว่า 30 ปี ก็เล่าตามที่ได้ข้อมูลมา หลวงพ่อท่านตอบกลับมาว่า ช่วยได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้นะ คนเรากรรมหนักกรรมเบาต่องกัน ถ้าจะมาลองดุก้ได้นะแต่ไม่รับปากว่าจะช่วยได้หรือไม่อย่างไร ผมก็เลยนำความนี้แจ้งไปยังผู้ใหญ่ที่กรุงเทพฯทันที อีก 3 วัน2 สามีภรรยาก็ได้ขับรถจากกรุงเทพฯมุ่งตรงมายังวัดดังกล่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ
วันนั้นผมว่างพอดีจึงได้มีโอกาสไปพบ 2 สามีภรรยาที่วัดดังกล่าว เพื่อรอหลวงพ่อกลับจากกิจนิมนต์ที่ต่างหมู่บ้าน
วันนั้นมีญาตโยมมาถวายพระพุทธรูปพอดีหลวงพ่อกลับมาก็ไปจัดแจงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดังกล่าว เสร็จภารกิจท่านก็เดินเข้ามาในกุฎิของท่าน โดยมี 2 สามีภรรยา ผม และพี่จ่า นั่งรออยู่แล้ว ผู้หญิงที่ว่าโดนของเขมรมามากกว่า 30 ปี อาการปกติมากช่วงที่เข้ามาในวัดใหม่ๆ พูดจาดี ไพรเราะ เหมือนคนปกติทั่วไปมากพอหลวงพ่อเข้าไปในห้อง แล้วท่านสวดมนต์ในห้อง ผู้หญิงคนดังกล่าวก็มีท่าทาง กริยาเปลี่ยนไป (เหตุการณ์ผมอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดและแอบบันทึกวีดีโอไว้ด้วย) พอหลวงพ่อเดินออกมาจากห้องสิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายของผู้หญิงท่านนี้ก็แสดงออกมาทันที หลวงพ่อกราบลงที่หน้ารูปถ่ายของอาจารย์ของท่าน และรูปถ่ายของสมเด็จลุนฯ(ผมจำได้)แล้วท่านจุดธูป 1 ดอก แล้วพูดกับผู้หญิงคนนี้ว่า สู้มันนะอย่าให้มันครอบงำเราได้ใจแข็งๆ จากนั้นหลวงพ่อก็ได้สวดมนต์ของท่านแล้วเดินไปด้านหลังผู้หญิงคนนั้นโดยมีสามีของผู้หญิงคนนั้นคอยประคองจับร่างของภรรยาอยู่ห่างๆ หลวงพ่อใช้ปลายธูปที่จุดเขียนอะไรสักอย่างลงไปในกลางกระหม่อมของผู้หญิงคนนั้นแล้วสวดมนต์ที่ผมจำได้คือ นะโมพุทธายะ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องกรี๊ด กรี๊ดออกมาเรื่อยๆ โดยจับใจความได้ตอนหนึ่งว่า กลัว กลัว กลัว หลวงปู่ใหญ่ก็มา ยักษ์ก็มาตัวใหญ่ๆ กลัว กลัว ประมาณนี้ที่ผมจำได้ นอกนั้นจำไม่ได้
ท่านสวดมนต์สักครู่ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทั้งเสียงฟ้าเสียงฝนดังสนั่นหวั่นไหว บวกกับเสียงสวดมนต์ของหลวงพ่อก็ดังเหมือนกัน สักพักหลวงพ่อให้สามีของผู้หญิงคนนั้นประคองนำร่างของของภรรยาของตนออกไปยังด้านนอกกุฎิ(ให้อาบน้ำมนต์)จากเทวดา(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น)
จากนั้นหลวงพ่อได้เดินตามออกไปแล้วก้ไปสวดมนต์/เป่ากระหม่อมให้กับผู้หยิงคนนั้นอีกรอบหนึ่งท่ามกลางสายฝนที่โปรยปลาย หลวงพ่อสวดมนต์อยู่สักพัก อยู่ๆผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปหน้ากุฎิประมาณ 4-5 ก้าว แล้วใช้มือตบไปที่โต๊ะที่วางอยู่หน้ากุฎิอย่างแรง 2-3 ครั้ง แล้วชี้มือออกไปด้านนอกพร้อมกล่าวคำว่า มึงนึกว่ามึงแน่หรือไงว่ะ พวกอ่อนหัด มึงรังแกคนที่ไม่มีทางสู้ มึงห้ามมายุ่งกับร่างนี้อีก กูจะจัดการให้เด็ดขาดถ้ามึงมายุ่งกับร่างนี้อีก ครั้งนี้กูให้อภัยแต่ครั้งหน้ากูเอาตาย (น้ำเสียงไม่ใช่เสียงผู้หญิงคนนี้เลย) มาทราบทีหลังว่าเป็นเสียงอาจารย์ของหลวงพ่อท่านนี้
พอเสร็จพิธีหลวงพ่อให้สามีที่มาด้วยกันพาภรรยาของตัวเองไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วกลับเข้ามาในกุฎิอีกครั้งพร้อมกันซึ่งผมกับพี่จ่าก็อยู่ด้วยตลอด ผมจำได้อีกว่าหลวงพ่อให้ผมเอาขันไปตักน้ำมาให้ท่านทำน้ำมนต์ พอกลับเข้ามาในกุฎิอีกครั้งสามี ภรรยาคู่นั้นก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทันที ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะบอกกับทุกคนว่า เขารู้แล้วว่าเราแก้ของเขา (คนทำของใส่เขารู้แล้วว่าหลวงพ่อช่วยแก้ ถอดถอนมนต์ดำให้) หลวงพ่อก็ได้ตอบกลับไปว่า ดีแล้วให้เขารู้เลยถ้าไม่หยุดก็ตามนั้น(ตามที่อาจารย์ของท่านบอกไว้ว่าถ้าไม่หยุดจะจัดการขั้นเด็ดขาด) จากนั้น 2 สามีภรรยาก็กราบลาหลวงพ่อเดินทางกลับที่พักและวันรุ่งขึ้น 2 สามีภรรยาก็ได้เดินทางมาที่วัดเพื่อก่อเจดีย์ทรายเป็นพุทธบูชาและกราบลาหลวงพ่อเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ต่อไป
อนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงผู้เขียนอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ย้ำเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่านและชม เป็นความเชื่อความศรัทธาส่วนบุคคลเท่านั้น เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับผม ทั้ง 6 เรื่อง 6 ตอน อาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติและความบังเอินร์เท่านั้น ขอให้ทุกท่านอ่าน คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ให้ถี่ถ้วนด้วยเทอญ สาธุ นิทานทั้ง 6 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ธรรมชาติ บริสุทธิ์ ตามมีตามเกิด สาธุ ......และเรื่องนี้ผมเคยขออนุญาตหลวงพ่อทำคลิปวีดีโอรายการเพื่อเป็นการเผยแผ่บารมีท่านและเป็นวิทยาทานให้กับผู้คนทั่วไปและผู้คนที่ศรัทธาท่าน แต่ท่านไม่อนุญาตให้ดเนินการใดๆทั้งสิ้น
ท่านบอกว่าให้ทุกอย่างอยู่ในความทรงจำเฉพาะคนที่รู้เท่านั้น ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติทั้งสิ้น ผมก็เลยออกมาเล่านิทานให้ทุกท่านฟังนี้แหละครับผม เดี๋ยวถ้านานๆไปผมกลัวผมจะลือก็เลยฝากไว้ในโซเชียลเพื่อจะได้เป็นวิทยาทาน เป็นความรู้ให้กับผู้คนที่เรารพและศรัทธาได้ ย้ำอีกครั้ง...นิทานทั้ง 6 เรื่องนี้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่านและชม เป็นความเชื่อความศรัทธาส่วนบุคคลเท่านั้น สาธุ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 081-377-2689 087-864-4400 ไอดีไลน์ hoynews101 ( เผื่อมีคนอยากรู้ว่าพระองค์ไหน รูปไหนที่อยู่ในนิทานทั้ง 6 เรื่องนี้ ) ผมขออนุญาตเผบแผ่บารมีของท่านตามสมควรเพียงเท่านี้ ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามด้วยประการละฉะนี้ เอวัง...
โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
087-864-4400 081-377-2689